ในชีวิตที่ผ่านมา เคยนับกันรึเปล่าว่านั่งรถไฟทั้งหมดกี่ครั้งแล้ว นั่งไปทำไม ไปหาใคร ที่ไหน 

จำได้รึเปล่า ครั้งแรกที่นั่งรถไฟตอนอายุเท่าไหร่ไปกับใคร นั่งไปไหน 

 

ถ้าจะเทียบกับการนั่งรถ นั่งเรือแล้ว รถไฟคือยานพาหนะที่ฉันเคยนั่งแบบนับครั้งได้

กว่าจะได้นั่งรถไฟครั้งแรก ก็อายุเกินยี่สิบปีไปแล้ว  ยังจำครั้งแรกที่ได้นั่งรถไฟได้

มันเพิ่งผ่านมาแค่สามปีกว่าๆเท่านั้นเอง 

 

ไปอยุธยากับเพื่อน นั่นคือครั้งแรก  ไม่แน่ใจว่าไปทำอะไร อาจไปไหว้พระ

เป็นการนั่งรถไฟในระยะใกล้ๆ และไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นอะไร เพียงแต่ชอบความสั่นสะเทือนของรถไฟ

ชอบมองออกไปนอกหน้าต่าง มองต้นไม้ข้างๆทาง นาสีเขียว บ้านคนริมทางรถไฟ

 

หลังจากครั้งแรก ก็เว้นระยะไปอีกนาน มานั่งอีกครั้งนึงตอนไปแก้บนกับเพื่อนที่วัดในอยุธยา

ถึงตอนนั้นก็ยังไม่รู้สึกอะไรกับการนั่งรถไฟเท่าไหร่ เพราะระยะทางมันยังใกล้ๆอยู่

จนมาช่วงที่มีโอกาสนั่งรถไฟบ่อยๆ ติดๆกันอยู่ช่วงนึง ถึงได้รู้สึกว่า

ฉันหลงรักชานชาลารถไฟ (เอาไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังว่าทำไม)

 

ทีนี้มาถึงการนั่งรถไฟคนเดียวครั้งแรก คือการนั่งรถไฟไปจังหวัดลำพูน ไปหาใครบางคน

จากกรุงเทพถึงลำพูน ต้องใช้เวลาประมาณสิบกว่าชั่วโมง

รถไฟที่นั่งไม่ใช่รถไฟชั้นดี มันเป็นรถไฟชั้นสาม คือชั้นที่นอนไม่ได้ ปรับเบาะไม่ได้

เป็นรถไฟฟรี ไม่เสียเงิน ตามนโยบายสวัสดิการของรัฐบาล

เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่การนั่งรถไฟกินลมชมวิว มันคือการอดทนเพื่อให้ถึงปลายทาง

 

ขาไปนั้น ผู้เขียนไม่เคยได้นั่งก่อนถึงสถานีอยุธยา  ต้องยืนไปจนกว่าจะมีคนลุกจากที่นั่ง

ครั้งนึงเคยยืนไปจนถึงจังหวัดพิษณุโลก ออกจากกรุงเทพต้นทาง

เพราะเป็นรถไฟฟรี ขึ้นแล้วไม่เสียเงิน ดังนั้นประชาชนจากทั่วทุกภาคสามารถมาใช้บริการได้

รถไฟบางขบวนจึงอัดแน่นไปด้วยผู้คน ทั้งนั่งทั้งยืน สัมภาระมากมาย

ที่นั่งนั้นไม่ต้องพูดถึง เต็มตั้งแต่ต้นทาง คือ สถานีหัวลำโพง

 

แต่อย่าคิดว่าการได้นั่ง หมายถึงความสบาย ที่จริงแล้วทรมานพอๆกับการยืน

เนื่องจากเบาะนั้นเป็นเบาะแข็งๆ พนักพิงตั้งตรงเก้าสิบองศา

และพื้นที่ห่างระหว่างคนนั่งตรงข้ามมีแค่คืบ ดังนั้นเวลานั่ง เข่าของคนทั้งสองจะชิดติดกัน

วิธีแก้ปัญหาคือ ยกขาขึ้น หรืออีกวิธี ควรตกลงกับคนตรงข้ามว่าใครจะเป็นคนกางขาออก

เพื่อให้ขาของอีกคนได้เหยียดไประหว่างขาที่กางออกนั้น มันก็จะเข้าล็อกพอดีกัน

ถ้าไม่อยากใช้วิธีนี้ ก็มีอีกวิธีนึง คือให้เหยียดขาออกไปข้างๆ เป็นแนวซิกแซก ซึ่งจะเมื่อยกว่า

วิธีพวกนี้ บางทีไม่ต้องพูดกัน แค่มองตา ก็เข้าใจแล้ว เพราะต่างคนต่างเมื่อยทั้งคู่

 

สำหรับคนที่รอยังไงก็ไม่มีที่นั่ง ยืนมาหลายจังหวัดจนทนไม่ไหว เลยแก้ปัญหาด้วยการนั่งบนพื้นเสียเลย

ผู้เขียนเคยทำมาแล้ว นั่งสบาย เหยียดขาสะดวก  แต่เราจะทำแบบนั้นได้แค่หนึ่งถึงสองนาทีเท่านั้น

เพราะบนรถไฟจะมีคนขายของสารพัดชนิด ทั้งข้าวกระเพราไก่ไข่ดาว ปลาหมึกย่าง หมูปิ้ง

ขนมขบเคี้ยว เหล้า เบียร์ น้ำดื่ม รวมไปถึงของฝากญาติ ต่างๆนานา

 

ปกติเวลายืนหนึ่งคน ก็แทบเต็มทางเดินอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่คนขายของเดินมา

คนยืนจะต้องเอี้ยวตัวหลบ เพื่อเปิดทางให้และยิ่งคนที่นั่งพื้นด้วยแล้ว

บอกได้เลยว่า จะต้องทำท่าลุก นั่ง ไปทุกๆนาที กว่าจะถึงที่หมาย

กล้ามเนื้อขาคงแข็งแรงขึ้นมากกว่าเดิม  แต่คนขายของจะมีถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง

พ้นจากนี้ สามารถนั่งนอน ได้ตามชอบใจ คนที่ไปเข้าห้องน้ำ อาจเดินเกือบเหยียบหัวคนนอนไปบ้าง

แต่ไม่มีใครถือสาอะไร  เพราะคงทำใจไว้อยู่แล้ว หากคิดจะนอน

 

ดังนั้น ที่เล่ามาทั้งหมด อยากบอกว่า การนั่งรถไฟ มันไมได้โรแมนติกอย่างที่เคยคิด

หรือที่เคยดูในหนังแล้วหวังว่าจะเป็นแบบนั้น มันไม่ใช่อย่างที่ฝัน แต่มันโคตรจริง

เป็นชีวิตจริงของพลเมืองชั้นสาม(ตามชื่อชั้นของรถไฟ)

 

แต่ถ้าจะให้หาข้อดีของการนั่งรถไฟสายทรหดนี้ อาจเป็นการได้เรียนรู้ภาษาถิ่น

หากเดินทางไปทางเหนือ เราจะได้ฟังการอู้กำเมือง หากไปอีสานเราจะได้ฟังเค้าเว้าลาวกัน

ครั้งนึง ผู้เขียนเคยไปจังหวัดอุดรธานี  โชคที่ที่ได้นั่งแต่โชคร้ายที่แทบไม่ได้งีบหลับ

เพราะคนที่นั่งข้างๆ แกเล่นคุยข้ามฟากกับคนที่นั่งอยู่อีกฝั่งนึง พูดกันผ่านหน้าผู้เขียน

คุยกันเป็นภาษาอิสาน ซึ่งผู้เขียนฟังไม่ออก และดูเหมือนพวกเค้าจะไม่เหน็ดเหนื่อยกับการคุย

ผู้เขียนนั่งฟังตั้งแต่สองทุ่มถึงตีสอง พวกเขาเหล่านั้นจึงงีบหลับกัน

จังหวะนั้นจึงได้พักหู พักตา กับเขาบ้าง  ตื่นมาแล้วเสียงยังก้องอยู่ในหูอยู่เลย

 

ข้อดีอีกข้อคือ ฝึกความอดทนจากความเมื่อย เมื่อยหลัง ขา ก้น อวัยวะทุกส่วนที่สามารถเมื่อยได้

ความรู้สึกแรกเมื่อถึงที่หมายของผู้เขียนคือ ความโล่งใจ เหมือนยกภูเขาทั้งลูกทิ้ง

อย่างไรก็ตาม  ในความลำบากของการเดินทางย่อมมีสิ่งดีๆรออยู่

สิ่งนั้นคือเป้าหมายที่ทำให้เรายอมลำบากในการนั่งรถไฟนานๆ สำหรับคนอื่นๆอาจเป็นการท่องเที่ยว

แต่สำหรับผู้เขียน เป็นการไปเพื่อไปหาใครบางคน ไปเพื่อใช้เวลาร่วมกัน

ไปเพื่อกอดอุ่นๆของใครบางคน ซึ่งนั่นมีค่าพอให้ผู้เขียนอดทนนั่งรถไฟได้หลายๆชั่วโมง

 

เขียนมาอาจดูเหมือนมองการนั่งรถไฟในแง่ร้าย แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่

มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความรู้สึกทั้งหมด จริงๆแล้วระหว่างทางมีอะไรดีๆอีกมาก

วิวสวย พระอาทิตย์ที่ขึ้นในยามเช้าและตกในยามเย็น ทุ่งนาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา

ภูเขาที่ยังมีต้นไม้รกครึ้ม ช่องเขา อุโมงค์ สะพาน ต่างๆเหล่านี้ล้วนอยู่ในความทรงจำ

 

ความมีชีวิตชีวาของผู้คนบนรถไฟ ความวุ่นวาย ความมีน้ำใจ

หลายๆอย่างเกิดขึ้นบนรถไฟ  สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่า เราได้อะไรจากการนั่งรถไฟ

 

บางทีอาจไม่ใช่แค่เรื่องดีร้ายระหว่างทางที่พบเจอ อาจไม่ใช่ที่หมายที่จะไปถึง

อาจไม่ใช่ใครบางคนที่จะไปหา แต่อาจเป็นการได้รู้จักตัวตนของตนเอง

เข้าใจความคิดตัวเองมากขึ้น ในยามที่ใช้ชีวิตอยู่บนรถไฟขบวนหนึ่ง...

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เคยนั่งตอนเด็กมากๆๆๆๆ ประมาณ 10 ปีมาแล้ว ตอนนั้น 7-8 ขวบได้มั้งคะ โหย อย่างเมื่อยเลย จาก กทม.ไป กาญ
ขนาดแค่ไปเที่ยวเนี่ย ความรู้สึกว่ามันไกลมาก แต่ก็ยังอยากจะนั่งอีกสักครั้ง

เรายังไม่เคยขึ้นรถไฟเลยอะ ...

sad smile

#2 By Passion Cafe' on 2009-03-12 19:26

เดินทาง ทางเดิน

#3 By (^_^)/nana on 2009-03-12 20:00

ฮ่าๆๆๆ ช่วงชีวิตในรถไฟ
อ่านแล้ว..นึกถึงนิยาย นานะ และเรื่อง...ของมูราคามิ (ลืมชื่อ)

เคยนั่งรถไฟบ่อยๆ ตอนเด็กๆ จากบ้านมา ซึ่งบ้านก็มีหลายบ้าน
...บ้านที่อุดร ตอนนั้นครอบครัวย้ายจากหัวหินไปอยู่อุดรธานี
เราเข้ามาเรียนกรุงเทพ พอปิดเทอมก็กลับบ้านไปหาแม่
ค่ารถไฟถูกกว่ารถทัวร์ เดินทางคนเดียว อายุตอนนั้น 16 ปี
เรามักเดินทาง ในเวลากลางคืน เป็นชั้น 3 ไม่มีแอร์ ไม่มีที่นอน และ บางทีก็ไม่มีที่นั่ง
เดินทางราวๆ 6 โมงเย็น เพื่อไปถึงอุดรธานี ตอนเช้า
มักไม่มีที่นั่งเสมอ เราต้องไปนั่งตรงข้อต่อรถไฟ ต้องเจอลมแรง อากาศหนาว ตอนเด็กๆ ผมยาว ลมพัดจนเส้นผมพันกันเป็นก้อน
เสียงรถไฟเหล็กกระทบ กุกกัก ตลอดระยะการเดินทาง
บ้างก็เผลอหลับ มันเป็นประสบการ์ทีดีนะ เมื่อเวลาผ่านมา
ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่ได้ไปใ้ประสบการณ์แบบวันนั้นอีกแล้ว

big smile big smile big smile big smile

#4 By lolay on 2009-03-12 20:32

นั่งมอไซเราดีกว่าปลา สบายนะ เดี๋ยวขับไปส่งถึงนู่นเลย !!!

(อันนั้น น่าจะทรมานกว่ารถไฟ..)

#5 By soundsyndrome on 2009-03-13 05:48

สำหรับพี่ การนั่งรถไฟก็มีความทรงจำที่ทำให้ลืมยาก
อยู่เหมือนกัน

แต่เป็นนั่งที่ไม่นาน และไม่ทรมานมากเหมือนน้องปลา

พี่ไปแค่หัวหิน ประมาณ 3 ชั่วโมง
ชั้น 3 เหมือนกัน แต่ทรมานไม่มากเท่าไหร่
เพราะมีบางคนนั่งใกล้ๆ มีไหล่ให้พิงหลับ

..
แต่วันนี้ การเดินทางด้วยรถไฟ คงไม่มีอีกแล้วสำหรับพี่
....
....
....

#6 By september29 on 2009-03-13 06:48

ชอบ entry นี้ว่ะเฮ้ยย
นั่งรถไฟมาตั้งแต่จำความได้ 2-3 ขวบก็นั่งแล้วมั้ง
ตอนนั้นไปกับลูกพี่ลูกน้องที่เค้าเลี้ยงมาแต่เล็ก ปิดเทอมจะไปอยู่กับป้าที่สุราษฎร์ธานี เป็นเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก ปูหนังสือพิมพ์นอนบนพื้น เดี๋ยวก็ถึง
โตขึ้นมา นั่งรถไฟไปค่าย กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 15 ชม. หน้ามันได้อีก แต่บางความทรงจำแสนหวานก็เกิดขึ้นบนรถไฟ ฮิฮิ
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยไหวกับชั้นสามแล้ว ยายอายุ 23 กว่าๆ นั่งไม่ไหวแล้วหลานเอ้ย question

#7 By IwalkTheLine on 2009-03-14 17:37

ชอบ entry นี้ว่ะเฮ้ยย

นั่งรถไฟมาตั้งแต่จำความได้ 2-3 ขวบก็นั่งแล้วมั้ง
ตอนนั้นไปกับลูกพี่ลูกน้องที่เค้าเลี้ยงมาแต่เล็ก ปิดเทอมจะไปอยู่กับป้าที่สุราษฎร์ธานี เป็นเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก ปูหนังสือพิมพ์นอนบนพื้น เดี๋ยวก็ถึง

โตขึ้นมา นั่งรถไฟไปค่าย กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 15 ชม. หน้ามันได้อีก แต่บางความทรงจำแสนหวานก็เกิดขึ้นบนรถไฟ ฮิฮิ เสียดายไม่เคยไปลองทริปกับคณะ เป็นกิจกรรมเดียวที่พลาดในชีวิตมหาลัย และยังคงเสียดาย...

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยไหวกับชั้นสามแล้ว ยายอายุ 23 กว่าๆ นั่งไม่ไหวแล้วหลานเอ้ย question

#8 By IwalkTheLine on 2009-03-14 17:38

ครั้งแรกนั่งจากขอนแก่นไปกรุงเทพฯ กับพ่อ
ครั้งสุดท้ายนั่งไปหัวหินกับแฟน

รถไฟเที่ยวแรกกับเที่ยวสุดท้ายยังจำได้
แต่คนที่ไปด้วยทั้งสองคนนั้น

ตอนนี้จากไปตามรางที่แต่ละคนเลือก
คนแรก รางเวลา
คนสอง รางหัวใจ

ตอนนี้เลยเลือก รางบางรางให้ตัวเองอย่างเงียบๆ
นั่งนิ่งๆ ดูรถไปวิ่งไปมา
ไม่กล้าก้าวขึ้น

อ้อ

จะบอกว่าผมก็ชอบรถไฟครับแบบที่คนส่วนมากชอบครับ ว่ามันโรแมนติคนั่นแหละ
กับจะบอกว่ารถไฟชั้นสามนั้น ทรมานจริงๆ

(แต่ที่ไม่เคยชอบเลยคือความสกปรกและความเก่าของส้วมครับ)

กับจะบอกจำความรู้สึกตอนนั่งบนหลังคาได้
-พี่ชาติ กอบ เคยตั้งคำถามว่า รถไฟมันก็เต็มตลอด, ทำไมบอกว่าขาดทุนทุกทุกปี sad smile

#10 By chubbyhole on 2009-03-16 22:35