นั่งรถไฟ..ไปหาใครบางคน..(ตัวตน)?
posted on 12 Mar 2009 17:47 by blastnest in Life-me
ในชีวิตที่ผ่านมา เคยนับกันรึเปล่าว่านั่งรถไฟทั้งหมดกี่ครั้งแล้ว นั่งไปทำไม ไปหาใคร ที่ไหน
จำได้รึเปล่า ครั้งแรกที่นั่งรถไฟตอนอายุเท่าไหร่ไปกับใคร นั่งไปไหน
ถ้าจะเทียบกับการนั่งรถ นั่งเรือแล้ว รถไฟคือยานพาหนะที่ฉันเคยนั่งแบบนับครั้งได้
กว่าจะได้นั่งรถไฟครั้งแรก ก็อายุเกินยี่สิบปีไปแล้ว ยังจำครั้งแรกที่ได้นั่งรถไฟได้
มันเพิ่งผ่านมาแค่สามปีกว่าๆเท่านั้นเอง
ไปอยุธยากับเพื่อน นั่นคือครั้งแรก ไม่แน่ใจว่าไปทำอะไร อาจไปไหว้พระ
เป็นการนั่งรถไฟในระยะใกล้ๆ และไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นอะไร เพียงแต่ชอบความสั่นสะเทือนของรถไฟ
ชอบมองออกไปนอกหน้าต่าง มองต้นไม้ข้างๆทาง นาสีเขียว บ้านคนริมทางรถไฟ
หลังจากครั้งแรก ก็เว้นระยะไปอีกนาน มานั่งอีกครั้งนึงตอนไปแก้บนกับเพื่อนที่วัดในอยุธยา
ถึงตอนนั้นก็ยังไม่รู้สึกอะไรกับการนั่งรถไฟเท่าไหร่ เพราะระยะทางมันยังใกล้ๆอยู่
จนมาช่วงที่มีโอกาสนั่งรถไฟบ่อยๆ ติดๆกันอยู่ช่วงนึง ถึงได้รู้สึกว่า
ฉันหลงรักชานชาลารถไฟ (เอาไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังว่าทำไม)
ทีนี้มาถึงการนั่งรถไฟคนเดียวครั้งแรก คือการนั่งรถไฟไปจังหวัดลำพูน ไปหาใครบางคน
จากกรุงเทพถึงลำพูน ต้องใช้เวลาประมาณสิบกว่าชั่วโมง
รถไฟที่นั่งไม่ใช่รถไฟชั้นดี มันเป็นรถไฟชั้นสาม คือชั้นที่นอนไม่ได้ ปรับเบาะไม่ได้
เป็นรถไฟฟรี ไม่เสียเงิน ตามนโยบายสวัสดิการของรัฐบาล
เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่การนั่งรถไฟกินลมชมวิว มันคือการอดทนเพื่อให้ถึงปลายทาง
ขาไปนั้น ผู้เขียนไม่เคยได้นั่งก่อนถึงสถานีอยุธยา ต้องยืนไปจนกว่าจะมีคนลุกจากที่นั่ง
ครั้งนึงเคยยืนไปจนถึงจังหวัดพิษณุโลก ออกจากกรุงเทพต้นทาง
เพราะเป็นรถไฟฟรี ขึ้นแล้วไม่เสียเงิน ดังนั้นประชาชนจากทั่วทุกภาคสามารถมาใช้บริการได้
รถไฟบางขบวนจึงอัดแน่นไปด้วยผู้คน ทั้งนั่งทั้งยืน สัมภาระมากมาย
ที่นั่งนั้นไม่ต้องพูดถึง เต็มตั้งแต่ต้นทาง คือ สถานีหัวลำโพง
แต่อย่าคิดว่าการได้นั่ง หมายถึงความสบาย ที่จริงแล้วทรมานพอๆกับการยืน
เนื่องจากเบาะนั้นเป็นเบาะแข็งๆ พนักพิงตั้งตรงเก้าสิบองศา
และพื้นที่ห่างระหว่างคนนั่งตรงข้ามมีแค่คืบ ดังนั้นเวลานั่ง เข่าของคนทั้งสองจะชิดติดกัน
วิธีแก้ปัญหาคือ ยกขาขึ้น หรืออีกวิธี ควรตกลงกับคนตรงข้ามว่าใครจะเป็นคนกางขาออก
เพื่อให้ขาของอีกคนได้เหยียดไประหว่างขาที่กางออกนั้น มันก็จะเข้าล็อกพอดีกัน
ถ้าไม่อยากใช้วิธีนี้ ก็มีอีกวิธีนึง คือให้เหยียดขาออกไปข้างๆ เป็นแนวซิกแซก ซึ่งจะเมื่อยกว่า
วิธีพวกนี้ บางทีไม่ต้องพูดกัน แค่มองตา ก็เข้าใจแล้ว เพราะต่างคนต่างเมื่อยทั้งคู่
สำหรับคนที่รอยังไงก็ไม่มีที่นั่ง ยืนมาหลายจังหวัดจนทนไม่ไหว เลยแก้ปัญหาด้วยการนั่งบนพื้นเสียเลย
ผู้เขียนเคยทำมาแล้ว นั่งสบาย เหยียดขาสะดวก แต่เราจะทำแบบนั้นได้แค่หนึ่งถึงสองนาทีเท่านั้น
เพราะบนรถไฟจะมีคนขายของสารพัดชนิด ทั้งข้าวกระเพราไก่ไข่ดาว ปลาหมึกย่าง หมูปิ้ง
ขนมขบเคี้ยว เหล้า เบียร์ น้ำดื่ม รวมไปถึงของฝากญาติ ต่างๆนานา
ปกติเวลายืนหนึ่งคน ก็แทบเต็มทางเดินอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่คนขายของเดินมา
คนยืนจะต้องเอี้ยวตัวหลบ เพื่อเปิดทางให้และยิ่งคนที่นั่งพื้นด้วยแล้ว
บอกได้เลยว่า จะต้องทำท่าลุก นั่ง ไปทุกๆนาที กว่าจะถึงที่หมาย
กล้ามเนื้อขาคงแข็งแรงขึ้นมากกว่าเดิม แต่คนขายของจะมีถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง
พ้นจากนี้ สามารถนั่งนอน ได้ตามชอบใจ คนที่ไปเข้าห้องน้ำ อาจเดินเกือบเหยียบหัวคนนอนไปบ้าง
แต่ไม่มีใครถือสาอะไร เพราะคงทำใจไว้อยู่แล้ว หากคิดจะนอน
ดังนั้น ที่เล่ามาทั้งหมด อยากบอกว่า การนั่งรถไฟ มันไมได้โรแมนติกอย่างที่เคยคิด
หรือที่เคยดูในหนังแล้วหวังว่าจะเป็นแบบนั้น มันไม่ใช่อย่างที่ฝัน แต่มันโคตรจริง
เป็นชีวิตจริงของพลเมืองชั้นสาม(ตามชื่อชั้นของรถไฟ)
แต่ถ้าจะให้หาข้อดีของการนั่งรถไฟสายทรหดนี้ อาจเป็นการได้เรียนรู้ภาษาถิ่น
หากเดินทางไปทางเหนือ เราจะได้ฟังการอู้กำเมือง หากไปอีสานเราจะได้ฟังเค้าเว้าลาวกัน
ครั้งนึง ผู้เขียนเคยไปจังหวัดอุดรธานี โชคที่ที่ได้นั่งแต่โชคร้ายที่แทบไม่ได้งีบหลับ
เพราะคนที่นั่งข้างๆ แกเล่นคุยข้ามฟากกับคนที่นั่งอยู่อีกฝั่งนึง พูดกันผ่านหน้าผู้เขียน
คุยกันเป็นภาษาอิสาน ซึ่งผู้เขียนฟังไม่ออก และดูเหมือนพวกเค้าจะไม่เหน็ดเหนื่อยกับการคุย
ผู้เขียนนั่งฟังตั้งแต่สองทุ่มถึงตีสอง พวกเขาเหล่านั้นจึงงีบหลับกัน
จังหวะนั้นจึงได้พักหู พักตา กับเขาบ้าง ตื่นมาแล้วเสียงยังก้องอยู่ในหูอยู่เลย
ข้อดีอีกข้อคือ ฝึกความอดทนจากความเมื่อย เมื่อยหลัง ขา ก้น อวัยวะทุกส่วนที่สามารถเมื่อยได้
ความรู้สึกแรกเมื่อถึงที่หมายของผู้เขียนคือ ความโล่งใจ เหมือนยกภูเขาทั้งลูกทิ้ง
อย่างไรก็ตาม ในความลำบากของการเดินทางย่อมมีสิ่งดีๆรออยู่
สิ่งนั้นคือเป้าหมายที่ทำให้เรายอมลำบากในการนั่งรถไฟนานๆ สำหรับคนอื่นๆอาจเป็นการท่องเที่ยว
แต่สำหรับผู้เขียน เป็นการไปเพื่อไปหาใครบางคน ไปเพื่อใช้เวลาร่วมกัน
ไปเพื่อกอดอุ่นๆของใครบางคน ซึ่งนั่นมีค่าพอให้ผู้เขียนอดทนนั่งรถไฟได้หลายๆชั่วโมง
เขียนมาอาจดูเหมือนมองการนั่งรถไฟในแง่ร้าย แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่
มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความรู้สึกทั้งหมด จริงๆแล้วระหว่างทางมีอะไรดีๆอีกมาก
วิวสวย พระอาทิตย์ที่ขึ้นในยามเช้าและตกในยามเย็น ทุ่งนาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา
ภูเขาที่ยังมีต้นไม้รกครึ้ม ช่องเขา อุโมงค์ สะพาน ต่างๆเหล่านี้ล้วนอยู่ในความทรงจำ
ความมีชีวิตชีวาของผู้คนบนรถไฟ ความวุ่นวาย ความมีน้ำใจ
หลายๆอย่างเกิดขึ้นบนรถไฟ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่า เราได้อะไรจากการนั่งรถไฟ
บางทีอาจไม่ใช่แค่เรื่องดีร้ายระหว่างทางที่พบเจอ อาจไม่ใช่ที่หมายที่จะไปถึง
อาจไม่ใช่ใครบางคนที่จะไปหา แต่อาจเป็นการได้รู้จักตัวตนของตนเอง
เข้าใจความคิดตัวเองมากขึ้น ในยามที่ใช้ชีวิตอยู่บนรถไฟขบวนหนึ่ง...
ขนาดแค่ไปเที่ยวเนี่ย ความรู้สึกว่ามันไกลมาก แต่ก็ยังอยากจะนั่งอีกสักครั้ง
#1 By อินี่มันรั่ว อินี่มั่นบ้า on 2009-03-12 18:50